กฎการฟาวล์รูปแบบใหม่ในวงการลูกหนัง

เมื่อสังเกตดูดีๆแล้ว ในทุกเกมการแข่งขันในกีฬาฟุตบอลจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้แฟนๆลุกฮือขึ้นมา นั่นคือช่วงที่นักกีฬาบางคนทำฟาวล์นั่นเอง ซึ่งบางครั้งกฎการฟาวล์แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล ทาง FIFA จึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การฟาวล์ขึ้นมาใหม่ มีรายละเอียดดังนี้

  1. เมื่อนักกีฬามีการถูกเนื้อต้องตัวกันถอืว่าผิดกติกาในทันที ฝ่ายที่ถูกกระทำจะได้รับฟรีคิก 1 ครั้ง ส่วนฝ่ายที่กระทำจะถูกตักเตือนโดยผู้ตัดสิน แต่หากถึงขั้นร้ายแรง ผู้ตัดสินสามารถเชิญนักกีฬาคนนั้นออกนอกสนามได้เลย
  2. กรณีผู้เล่นถูกทำฟาวล์ แล้วยังสามารถเล่นต่อได้ ผู้ตัดสินสามารถให้เป็นจังหวะได้เปรียบได้เลย และสามารถย้อนกลับมาเป่าฟาวล์ได้เช่นกัน
  3. กรณีฟาวล์นอกเส้นข้าง ให้เริ่มเล่นที่ตรงจุดที่ใกล้กับเส้นข้างได้เลย และถ้าหากฟาวล์นอกเส้นหลังในระยะกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินสามารถเป่าให้จุดโทษได้เลย ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและการตัดสินใจของผู้ตัดสินด้วย
  4. ถ้าผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามหลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษ แต่อีกฝ่ายได้ทำฟาวล์ภายในกรอบเขตโทษนั้น ผู้ตัดสินสามารถเป่าให้จุดโทษพร้อมกับให้ใบเหลืองได้เลย แต่ถ้าหากมีการทำฟาวล์อย่างรุนแรง ผู้ตัดสินจำเป็นต้องรักษากฏกติกาหรือควบคุมสถานการณ์โดยการให้ใบแดง

การเปลี่ยนแปลงกฎกติกาในการแข่งขันฟุตบอลเกิดขึ้นได้ตลอด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆในเกม หน้าที่ของแฟนบอลคือการศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วน จะช่วยให้เข้าใจในการตัดสินของผู้ตัดสินมากขึ้น

FIFA เตรียมปรับกติกาใหม่สำหรับทีมโต๊ะเล็ก

ข่าวล่ามาแรงของวงการฟุตซอลทั่วโลกคือการที่เจ้านายใหญ่อย่างสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA จะทำการปรับปรุงกฎกติกาการเล่นใหม่ในเร็วๆนี้ โดยให้เหตุผลว่าการปรับกฎกติกาในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาเกมการแข่งขันให้มีความสนุกและน่าตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม การปรับปรุงในครั้งนี้มีการแก้ไขกฏกติกาเพิ่มเติมทั้งหมด 4 กรณี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

กรณีที่ 1 ผู้รักษาประตู
ผู้รักษาประตูจะต้องออกบอลในแดนของตัวเองเท่านั้น ห้ามโยน ขว้าง หรือผลักบอลเข้าไปในแดนของคู่ต่อสู้เด็ดขาด การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เกมดูน่าสนใจมากขึ้น แทนที่จะโยนเข้าไปแบบง่ายๆ แต่กลับสร้างความน่าตื่นเต้นและเร้าใจมากขึ้นจากเทคนิคการขับเคลื่อนบอลเข้าบุกคู่ต่อสู้

กรณีที่ 2 ลูกคอนเนอร์
การเตะมุมสามารถใช้เท้า หรือใช้มือก็ได้ จะทำให้นักกีฬาสามารถเลือกตำแหน่งในการจ่ายบอลได้แม่นยำและทำให้ลุ้นระทึกกันมากขึ้น

กรณีที่ 3 พาวเวอร์เพลย์
ทีมที่สามารถเล่นพาวเวอร์เพลย์ได้จะต้องเป็นทีมที่มีแต้มตามหลังเท่านั้น แต่ในปัจจุบันทีมไหนจะเล่นพาวเวอร์เพลย์ก็ได้ ไม่มีข้อห้าม

กรณีที่ 4 การยิงจุดโทษ
การยิงจุดโทษในปัจจุบันใช้ผู้เล่นเพียง 3 คนเท่านั้น แต่กฎกติกาที่กำลังจะปรับเปลี่ยนนี้ จะใช้ผู้เล่นในการเตะจุดโทษทั้งหมด 5 คนเหมือนในอดีต เพื่อเพิ่มช่วงเวลาในการบีบหัวใจให้มากขึ้น

ข่าวนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ แต่ถ้าหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว คงจะเกินครึ่งแน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก FIFA เสียก่อน และถ้าหากเป็นไปได้จริง ความเร้าใจในการแข่งขันฟุตซอลจะทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่าเลยทีเดียว

ยุคทองของ “ซาลาห์” และ “ซาเน่”

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) เพิ่งจะประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้เอง และคงไม่ต้องเดาว่าใครสมควรได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ลีรอย ซาเน่

โมฮาเหม็ด ซาลาห์
ขอไล่เรียงประวัติอันน่าชื่นชมของนักเตะชาวอียิปต์คนนี้ก่อนแล้วกัน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1992 ปัจจุบันอายุ 26 ปี ลงเล่นให้ทีมชาติอียิปต์ไปทั้งหมด 57 เกม ทำประตูได้ 33 ประตู อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ซาลาห์ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษไม่ใช่สถิติการลงเล่นให้กับทีมชาติ แต่เป็นสถิติในการลงเล่นให้ทีมลิเวอร์พูลในปัจจุบันนั่นเอง ซาลาห์โชว์ผลงานอันร้อนแรงในการยิงประตูถึง 31 ประตูสำหรับฤดูกาลแรกของเขากับทีม และแน่นอนว่ากำลังจะทำลายสถิติการทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีกแล้ว

ลีรอย ซาเน่
ซาเน่เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1996 เป็นนักฟุตบอลชาวเยอรมัน เริ่มค้าแข้งเป็นครั้งแรกกับสโมสร SG Wattenscheid 09, ชาลเก้ 04, ไบเออร์ไลเวอร์คูเซิน ตามลำดับ ในปัจจุบันลงสนามให้กับทีมยักษ์ใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซาเน่มีส่วนช่วยให้ทีมครองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุดได้อย่างเมามัน และเขาก็ยังคงมุ่งหน้าสู่ชัยชนะพร้อมกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดต่อไป
ถ้าหากใครติดตามฟอร์มการเล่นที่เผ็ดร้อนของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ และลีรอย ซาเน่ คงจะเห็นด้วยกับการได้รับรางวัลของทั้งสองนักเตะ และคอยดูกันต่อไปว่าในฤดูกาลหน้าแข้งเทพคนไหนที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติและทรงคุณค่านี้

ประวัติอันยาวนานฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก

ไทยพรีเมียร์ลีก เป็นชื่อเรียกของวงการฟุตบอลอันดับต้นๆของประเทศไทย แต่กว่าจะมาเป็นฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกในทุกวันนี้ได้ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายที่หลายคนยังไม่รู้ ไปติดตามกันเลยว่าประวัติอันยาวนานของฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกจะน่าตื่นเต้นและน่าจดจำมากขนาดไหน

ในสมัยอดีตการเล่นฟุตบอลเป็นเพียงการเล่นเพื่อสุขภาพเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ.2539 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกีฬาฟุตบอลขึ้นใหม่ โดยก่อตั้งลีกฟุตบอลสูงสุดขึ้น และมีสโมสรฟุตบอลภายในลีกทั้งหมด 10 ทีม จากนั้นต่อมาในปี พ.ศ.2550 ได้ทำการยกเลิกโปรวินเชียลลีกออกไป และโอนย้าย 4 ทีมแรกของโปรวินเชียลลีก ให้เข้าแข่งขันในไทยพรีเมียร์ลีกได้ เงื่อนไขของไทยพรีเมียร์ลีกคือ 3 ทีมสุดท้ายที่มีคะแนนน้อยที่สุดจะต้องตกไปอยู่ในไทยลีกดิวิชัน 1 และทีมที่มีคะแนนอันดับ 2 และ 3 จะขึ้นมาแทนที่ในสามทีมที่ตกชั้นไป ซึ่งในฤดูกาลแรกสโมสรฟุตบอลชลบุรีสามารถคว้าแชมป์ไปได้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ไทยพรีเมียร์ลีก

จนกระทั่งในปี พ.ศ.2554 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เพิ่มสิทธิให้กับทีมฟุตบอลอีกหลายทีมได้เข้ามาอยู่ในไทยพรีเมียร์ลีก รวมทั้งหมด 18 ทีม ในปัจจุบันชื่อรายการแข่งขันของฟุตบอลไทยพรี เมียร์ลีกใช้ชื่อว่า โตโยต้า ไทย พรีเมียร์ ลีก มีจำนวนทีมร่วมแข่งขันทั้งหมด 18 ทีม โดยทีมที่ได้ครองแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกล่าสุดคือทีม บุรีรัมย์ยูไนเต็ด และทีมรองแชมป์คือทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ส่วนทีมตกชั้นทั้ง 3 ทีมคือ ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี, ศรีสะเกษ เอฟซี เเละซุปเปอร์พาวเวอร์ สมุทรปราการ เอฟซี

กุนซือลูกหนังรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งปี 2018

หลายทีมเริ่มต้นฤดูกาลด้วยชัยชนะอย่างสวยสดงดงาม และภายใต้ชัยชนะนั้นก็แฝงไปด้วยการวางแผนอย่างสุขุมนุ่มลึกของกุนซือหัวกะทิ ถ้าจะพูดถึงโค้ชที่เห็นกันอยู่เกือบทุกวัน หลายคนก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว ดังนั้นลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทำความรู้จักกุนซือหน้าใหม่บ้างก็น่าจะสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยทีเดียว

อีวาน เลโก้
ถึงแม้บรรยากาศการต้อนรับเขาในการเข้าคุมทีมคลับ บรูช จะดูไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ด้วยเทคนิคและประสบการณ์อันยอดเยี่ยม ทำให้ทีมมีผลคะแนนในตำแหน่งจ่าฝูงได้ไม่ยาก และบรรยากาศการคุมทีมของอีวาน เลโก้ ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

หลุยส์ ปิเมนต้า
โค้ชชาวโปรตุเกสรายนี้ไม่เคยลงเล่นฟุตบอลสักครั้งเดียว แต่ด้วยความมุ่งหมั้น หลุยส์ ปิเมนต้าจึงเดินหน้าศึกษาความรู้การเป็นโค้ชฟุตบอลไปเรื่อยๆ มารอดูกันว่าเขาจะพาทีมบรอมมาพอจคาร์น่าไปสู่อนาคตที่สดใสได้หรือไม่

โดเมนิโก้ เทเดสโก้
กุนซือวัย 32 ปีอายุน้อยคนนี้ สร้างความหวาดหวั่นให้กับแฟนบอลชาลเก้เป็นอย่างมาก เป็นการเดิมพันอย่างกล้าหาญของผู้บริหารชาลเก้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูผลงานของเขากันต่อไป

โฟลเรียน โคห์เฟลด์ท
ในปัจจุบัน โคห์เฟลด์ทกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมแวร์เดอร์ เบรเมนไปแล้ว หลังจากที่สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ด้วยแท็กติกเกมที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ในระยะแรกแฟนๆของหลายทีมไม่ค่อยไว้วางใจโค้ชรุ่นใหม่สักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะมีอายุที่น้อยประสบการณ์ก็ได้ แต่เมื่อกุนซือเหล่านี้โชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมออกมาก็ได้สร้างความมั่นใจให้กับแฟนๆมากขึ้น มาดูกันว่าอนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรกันต่อไป